ปัญหาด้านการเรียน

ปัญหาด้านการเรียน

 

ระบบการศึกษา

 

 

     อิชานเด็กชายวัย 8 ขวบที่มีปัญหาด้านการเรียนอย่างหนัก เขาสอบตกทุกวิชาจนครูทุกคนต่างมองว่าเขาเป็นเด็กเกเร และกลายมาเป็นปัญหาหนักใจของพ่อแม่ สิ่งเดียวทีั่อิชานทำคือการวาดรูป แต่ผู้ใหญ่รอบตัวเขาต่างก็มองว่าเป็นความสามารถที่ไร้ประโยชน์ ในที่สุดพ่อก็ตัดสินใจย้ายอิชานไปอยู่โรงเรียนประจำ เพื่อหวังว่าจะดัดนิสัยเขาทุกอย่างที่โรงเรียนใหม่เคร่งครัดยิ่งกว่าเก่า 

     แม้แต่วิชาศิลปะก็เน้นไปที่การวาดรูปเหมือนมากกว่าจะสอนให้เด็กมีจินตนาการ และทั้งหมดก็ทำให้อิชานเริ่มหมดความมั่นใจในตัวเอง จนตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้า วันหนึ่ง นิคุมป์ คุณครูสอนศิลปะคนใหม่ก็ได้เ้ข้ามาสอนที่โรงเรียนแห่งนี้ นิคุมป์ เคยเป็นคุณครูที่สอนเด็กพิเศษมาก่อน และเมื่อเขาได้พบกับอิชาน เขาก็รู้ทันทีว่าที่จริงแล้ว อิชาน เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ที่เด็กคนอื่นไม่มีแบบอิชาน เขาแค่รักในการวาดรูป ปัญหาจริงๆของ อิชาน ก็คือเขาเป็นโรค ดิสเล็กเซีย ซึ่งทำให้เขาไม่สามารถอ่านและผสมคำได้ อิชานไม่ใช่เด็กโง่และไม่ใช่เด็กเกเร แต่สิ่งที่ต้องการก็คือวิธีการเรียนที่เหหมาะสมกับตัวเขา ซึ่งพ่อและแม่ก็ไม่ทราบมาก่อน ทั้งดุและว่ากล่าวอิชานต่างๆ ทำให้ได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้นซึ้งมีผลต่อจิตใจของเด็ก หลังจากได้รับการช่วยเหลือจากคุณครูนิคุมป์ ผลการเรียนของอิชาน ก็ดีขึ้นเรื่อยๆและเขาก็ได้กลับมาทำงานศิลปะที่ตัวเองรักอีกครั้ง คนทุกคนเป็น “อัจฉริยะ” แต่ถ้าคุณตัดสินปลาด้วยความสามารถในการปีนต้นไมไ้ มันก็คงต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตด้วยความเชื่อว่าตัวเองโง่ 

ระบบการศึกษาที่เน้นการแข่งขันแบบมาตรฐานเดียวมันก็คือการวัดคุณค่าของทุกคนด้วยไม้บรรทัดแบบเดียวโดยไม่สนใจความสามารถที่แตกต่างของเด็กแต่ละคน และนั่นก็กลับเป็นการทำลายพรสวรรค์ที่แท้จริงของเด็กๆ ไปอย่างน่าเสียดาย

การเปรียบเทียบ คือ ศัตรูตัวสำคัญของความสุขซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะกับเรื่องเด็กเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้ใหญ่ด้วยโดยเฉพาะในยุค โซเซียล อย่างทุกวันนี้ที่เรามักจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่เสมอในทุกๆเรื่องโดยไม่รู้ตัว บางทีเราก็ต้องหันกลับมาถามตัวเองว่า การที่เราต้องการอะไรสักอย่างนั้นมันเป็นเพราะเราต้องการมันจริงๆ หรือว่าเราต้องการมันเพราะเราเห็นคนอื่นมีกันแน่ ? 

      มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้ามากทีเดียวถ้าปลาสักตัวจะต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อหัดปีนต้นไม้ให้ได้ แทนที่จะใช้เวลาอันมีค่าในชีวิตไปกับการว่ายน้ำอย่างมีความสุข และมันคงเป็นเรื่องน่าเศร้ากว่านั้น ถ้าใครสักคนจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แทนที่จะได้ใช้ชีวิตไปตามคุณค่าที่ตัวเองมีอย่างแท้จริง

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *